โศกนาฏกรรมในวันฝนตก

โศกนาฏกรรมในวันฝนตก


สายฝนโปรยลงมาแทบไม่ขาดสายตั้งแต่เมื่อกลางดึก
จวบจนกระทั่งสายของวันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก
พาให้ท้องฟ้ากรุงเทพดูขมุกขมัวและปกคลุมไปด้วยเมฆฝน


ฉันเดินถือร่มย่ำต๊อกด้วยรองเท้าแตะเพื่อไปยังจุดนัดหมายปากซอยบ้าน
น้ำที่เจิ่งนองตามพื้นและสายฝนที่พัดพาในแนวเฉียงพาขากางเกงฉันเปียกไปครึ่งขา
แมงปอบินร่าเล่นฝนอยู่บริเวณทุ่งหญ้าริมทาง
บางตัวพ่ายแรงฝน จึงร่วงหล่นลงไปกองอยู่บนพื้น
คางคกตัวหนึ่งยืนตระหง่านฝ่าแรงลม ตั้งท่าคอยจ้องตระครุบหมู่แมลงที่ร่อน
ห่างออกมาไม่ไกลนัก คางคกอีกตัวยืดสองขาหน้าแผ่ราบบนพื้นมาเบื้องหน้า
เหลือทิ้งไว้เพียงร่างที่ครั้งหนึ่งเคยมีลมหายใจก่อนที่จะถูกวงล้อพรากไป


ฉันหุบร่มยืนรอพี่ที.พี่ชายที่ออฟฟิตริมถนนตรงชายคาที่พี่เค้าจะมารับฉันทุกเช้า
กระเป๋าและถุงพลาสติกที่ใส่รองเท้าส้นสูงอีกคู่ชุ่มไปด้วยน้ำฝน
กางเกงสีเทาเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มเกือบตลอดตัว
ยกเว้นบริเวณที่ถูกบังไว้ด้วยตำแหน่งกระเป๋าและถุงที่คล้องมือ
ฉันบรรจงหยิบทิชชูมาซับแขนข้างหนึ่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน
จากนั้นจึงใช้มืออีกข้างโอบกอดตัวเอง ลูบแขนเพื่อบรรเทาความเย็น
พร้อมทั้งสูดหายใจ และพยายามลืมเลือนภาพคางคกตัวเมื่อครู่


อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ฉันก็พาตัวเองมานั่งอยู่บนรถพี่ที.
ฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดภายนอก ส่งให้แอร์ภายในรถยิ่งเย็นเฉียบ
ขากางเกง เมื่อตากแอร์เปียก ทำให้ฉันหนาวจนไม่อยากขยับ
อีกครั้งที่ยกมือขึ้นมาโอบกอดตัวเอง กายหนาว หัวใจก็ยังเหน็บหนาว
เหลือบมองไปภายนอก ชายฉกรรจ์ห้าคนนั่งเปียกปอนอยู่กระบะหลังรถซึ่งเปิดโล่ง
ห้าคนกับร่มสามคัน ซึ่งแทบจะไม่สามารถป้องกันฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่งนี้ได้เลย
ห้าคน ร่มสามคัน กับการจราจรคับคั่ง บนสะพานพระรามสาม ที่สูงเด่น คล้ายจะเฉียดฟ้า
...บนสะพานพระรามสาม ฉันนั่งหนาบเหน็บอยู่บนรถยนต์ติดแอร์
ฉันหลับตาเพื่อให้ภาพชายฉกรรจ์เหล่านั้นลืมเลือนไป
หลับตาเพื่อให้พวกเค้าไม่ต้องเก้อเขินกับสายตาของคนอื่น


ไม่นานฉันก็ผลอยหลับไป
ไม่อนาทรหยาดฝนภายนอก
ไม่กังวลต่อเวลาที่คลืบคลานเข้าไปถึงเวลางาน
พี่ที.พาเลาะเลี้ยว เข้าซอกซอยหลบหลีกเส้นทางที่ติดขัด
ฉันลืมตาอีกทีก็พบกับเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
เลยพยายามขยายม่านตาเพื่อจดจำเส้นทางเผื่อวันข้างหน้า
ไม่นานนักพี่ที.ก็เลี้ยวรถเข้าสู่ถนนเส้นใหญ่ที่ฉันคุ้นตา
อีกไม่ไกลนักก็จะถึงจุดหมายปลายทาง
ใต้ทางด่วน คือ ไฟแดงแยกสุดท้ายที่ฉันต้องผ่าน
เหลือบเห็นชายชรา นั่งยองๆหลบฝนอยู่ใต้สะพาน
บนท่อนแขนมีผ้าดิบสำหรับคลุมที่รีดผ้าจำนวนหนึ่งพาดอยู่
พื้นที่สำหรับหาเลี้ยงชีพที่ขณะนี้ถูกจำกัดอยู่เพียงเกาะกลางถนนใต้สะพาน ไม่มีผู้คน
ภายใต้ใบหน้าที่เหี่ยวย่น และสายตาที่มองลอบกรอบแว่นเก่าๆอันนั้น
สายตาที่เหม่อมองผู้คน และรถราที่วิ่งไปมาฝ่าสายฝน
ในหัวใจผู้เฒ่าคนนั้นกำลังรู้สึกอะไรอยู่กันนะ
ฉันเบือนหน้าหนีจากภาพชวนหดหู่ซึ่งอยู่เบื้องหน้า พร้อมกอดกระชับตัวเองอีกครั้ง


อีกไม่กี่นาที พี่ที.วนรถมาจอดให้ฉันลงที่ใต้ถุนออฟฟิต
ก่อนจะวนรถไปจอดยังบริเวณที่จอดรถกลางแจ้งทั้งที่ฝนยังตก
พี่ชายยืนอยู่แถวนั้น แซวฉันเล็กๆว่ามีราชรถมาส่งถึงที่ ไม่เปียกเลยนะ
ใครจะรู้ว่าขากางเกงที่สีค่อยกลมกลืนเป็นสีเดียวกันแล้วเปียกเพียงไร
ใครจะรู้ว่าความเย็นเฉียบของเนื้อผ้าที่สัมผัสเรียวขาของฉันนั้นมากขนาดไหน


เราต่างเกิดมาบนแรงโน้มถ่วงของโลก
เราต่างอาศัยอยู่บนดินแดนภายใต้ฟากฟ้า
ขณะที่ฉันรู้สึกว่าเปียกปอนไปทั้งร่างกายและหัวใจ
ขณะเดียวกันอีกหลายชีวิตต่างเปียกปอนไม่น้อยกว่าฉัน
สุดแต่ว่าใครจะหาทางบรรเทาอาการหนาวเหน็บอย่างไร
สุดแต่ว่าใครจะหาวิธีทำให้ร่างกายแห้งได้ไวแค่ไหน
สุดแต่ว่าใครจะซุกซ่อนมิให้คนอื่นรับรู้ว่าเปียกปอน หนาวเหน็บ เจ็บปวดแค่ไหน
สุดแต่....

     Share


โศกนาฏกรรมในวันฝนตก

<< ท้องทุ่ง...แห่งความฝัน >>

Posted on Mon 4 Apr 2005 17:03

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง